วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

งาธัญพืชต้านโรค

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะคะว่า เมล็ดพืชเล็ก ๆ อย่าง “เมล็ดงา” น่ะ จะมีประโยชน์มากมายเกินตัวขนาดนี้ ซึ่งมิใช่แค่ความหอม หรือความอร่อยของงาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่งายังเป็นพืชที่มากไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย  มากวิตามิน
งา เป็นธัญพืชที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 และวิตามินไบโอติน โคลีน ไอโนสิตอล กรดพาราอะมิโนแบนโซอิค สารเหล่านี้จะช่วยบำรุงประสาทให้เป็นไปอย่างปกติ นอกจากนี้ในงายังมีกรดไขมันไลโนลีอิกอยู่มากด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตและสามารถเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังได้ดี

หากท่านที่มีอาการเกิดจากระบบประสาท เช่น นอนไม่หลับ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เป็นเหน็บชา ปวดเส้นตามตัว แขน ขา เบื่ออาหาร ท้องผูก หรือเมื่อยสายตา ควรหันมารับประทานงาเป็นประจำนะคะ เพราะสามารถป้องกันโรคเหล่านี้ได้ นอกจากนี้แล้วงายังเป็นอาหารต้านมะเร็งและช่วยชะลอความชราให้ช้าลงไปอีกด้วย

งาเป็นแหล่งโปรตีนและแร่ธาตุ

ธาตุเหล็ก บำรุงเลือด

ธาตุไอโอดีน ป้องกันโรคคอพอก

ธาตุสังกะสี บำรุงผิวหนัง

ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส บำรุงกระดูกและฟัน

(ทางกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า งามีแคลเซียมากกว่าพืชผักชนิดอื่นถึง 20 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า
พืชผักอื่น ๆ 20 เท่า ซึ่งธาตุทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นแร่ธาตุที่สำคัญมาก ๆ ในการเสริมสร้างกระดูก

ประโยชน์ที่ได้จากงา
ทางการแพทย์ถือว่า งาเป็นอาหารที่สามารถบำรุงกำลังได้เป็นอย่างดีและยังให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า นอกจากนี้ยังป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันอาหารท้องผูก บำรุงกระดูก บำรุงรากผม รักษาอาการนอนไม่หลับ และยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลไม่ให้มีมากเกินไป ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดบางชนิด

สรรพคุณทางยา

ปัสสาวะ อุจจาระขัด เมล็ดงา 20 – 25 กรัม แช่ในน้ำเดือด หรือต้มรับประทานขณะท้องว่าง

ความดันโลหิตสูง เมล็ดงา น้ำส้ม ซีอิ๊วและน้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากันแล้วต้มด้วยไฟอ่อน ๆ จนสุก รับประทานวันละ 3 ครั้งเป็นประจำ

ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ เมล็ดงา 250 กรัม น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม บดรวมกับรับประทานครั้งละ 15 – 20 กรัม จากนั้นนำผงที่ได้เติมน้ำเดือดไว้สัก 2 – 3 นาที ดื่มขณะยังอุ่น ๆ วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น

น้ำมันงาสูตรบำรุง

กระตุ้นการงอกของเส้นผม โดยไปเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตรอบ ๆ รูขุมขนบนหนังศีรษะ

เพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงผิวพรรณ และต้านอนุมูลอิสระ

บำรุงเส้นผม ป้องกันการแก่ตัวและยืดอายุเซลล์ผิวหนัง

Tricks

เด็กที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต หากได้รับประทานงาเป็นประจำร่างกายจะมีการเจริญเติบโต และยังสามารถเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

สุภาพสตรีวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดน้อยลงอย่างมาก ทำให้มีการดึงแคลเซียมอกจากกระดูกมาใช้แทน ดังนั้นโอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกเสื่อมจึงมีสูง ฉะนั้นควรหันมาบริโภคงามาก ๆ เพราะจะได้ช่วยเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกายอีกทางหนึ่ง

Tips

ใช้น้ำมันงาดิบนวดตัวในตอนเช้าก่อนอาบน้ำ ช่วยปรับระบบประสาทและระดับฮอร์โมนให้เข้าสู่สภาวะสมดุล ทำให้จิตใจสงบ ผ่อนคลายความตึงเครียด

ใช้น้ำมันงาดิบนวดตัว เพื่อขจัดอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเข่า เคล็ดขัดยอก ทำให้กล้ามเนื้อไม่เหี่ยวย่น ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ เนื่องจากน้ำมันงาดิบสามารถซึมผ่านผนังได้ทุกชั้น 

มังคุดทำลายเซลล์มะเร็ง

สตรีนักวิทย์ศึกษาสารสกัดจากเปลือกมังคุด พบฤทธิ์จู่โจมเฉพาะเซลล์มะเร็งในร่างกาย โดยไม่สร้างความเสียหายให้เซลล์ดีที่อยู่รายรอบ มั่นใจงานวิจัยสามารถพัฒนาเป็นยามะเร็งประสิทธิภาพสูงในอนาคต  รศ.ดร.รมิดา วัฒนโภคาสิน ภาควิชาเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เปิดเผยว่า ใช้เวลากว่า 2 ปีศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งจากสมุนไพร หลังจากเชื่อว่าสมุนไพรบางชนิด อาทิ มังคุด ขมิ้นชัน ใบพุทรา สามารถต้านเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้ ผลจากการทดสอบพบว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุดสามารถจัดการกับเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี แม้จะใช้เพียงเล็กน้อยเพียง 4 มิลลิกรัมก็ตาม 

สารสกัดจากเปลือกมังคุดที่นำมาใช้ในการศึกษานี้ ได้รับการสนับสนุนจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยการทดสอบพบว่า สารสกัดในปริมาณ 4 มิลลิกรัมดังกล่าว สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้กว่า 50% ของเซลล์มะเร็งทั้งหมด และจากการขยายผลนำสารสกัดไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งอื่น ก็พบว่าสามารถออกฤทธิ์ดีในการทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้และเซลล์มะเร็งตับ

นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้ศึกษาเทคนิคการรักษามะเร็งด้วยยีนบำบัด โดยนำสารสกัดจากมังคุดใส่ในเม็ดบีดขนาดจิ๋วระดับนาโน จากนั้นอาศัยไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนตัวและไม่เป็นอันตราย เป็นตัวนำเม็ดบีดนั้นเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ซึ่งวิธีดังกล่าวสามารถที่จะประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย หรือโรคเลือดจาง ส่วนสารสกัดจากสมุนไพรขมิ้นชันและใบพุทรา ยังอยู่ระหว่างการศึกษา

ทั้งนี้ จากผลงานการศึกษาเกี่ยวกับสารสกัดจากสมุนไพร กับการทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการผลิตเป็นยามะเร็งประสิทธิภาพสูงต่อไปในอนาคต จึงส่งผลให้ รศ.ดร.รมิดา วัฒนโภคาสิน ผ่านการพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับรางวัลสตรีนักวิทยาศาสตร์ ประจำปี 2547 จากลอรีอัล โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย 1.5 แสนบาท



กินดีต้านมะเร็ง

มะเร็ง โรคร้ายที่น่ากลัว แต่เราก็มีวิธีลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้ หากเรารู้จักดูแลสุขภาพของเราอย่างถูกวิธี อาทิ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ไม่จำเป็นต้องทำอย่างหักโหม เพียงเดินเร็ว ๆ ซัก 30 นาที ว่ายน้ำ หรือเล่นกีฬาอื่น ๆ ที่ชอบ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์


หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ไม่ทำตัวให้เครียด และที่สำคัญที่สุดคือการรับประทานอาหารให้ถูกหลัก โดยเฉพาะอาหารประเภทผัก ผลไม้ และธัญพืช ที่อุดมไปด้วยสารอาหารประเภทเกลือแร่ วิตามิน เส้นใยอาหาร สารแอนตี้ออกซิแดนท์ และสารอื่น ๆ อีกมากมาย


โดยต้องรับประทานในปริมาณมากพอควร รวมทั้งควบคุมปริมาณอาหารให้พอเหมาะเพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวเกิน นอกจากนี้ เราควรกินอาหารให้มีความหลากหลายและปรุงอาหารอย่างถูกวิธี เพื่อคงคุณค่าของสารอาหารไว้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพยิ่งขึ้น


อาหารที่มีเส้นใยสูง ปลาและอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินบางชนิด เช่น กรดโฟลิค และเกลือแร่ เช่น สังกะสี จะมีผลช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ แต่เราควรทานอาหารอย่างมีความสุขด้วยเช่นกัน ไม่ต้องถึงกับเครียดจัดต้องคำนวณคุณค่าสารอาหารแต่ละมื้อ เราสามารถทานอาหารที่โปรดปรานได้บ้างเป็นบางครั้ง แต่ควรจำกัดปริมาณในการทานอาหารรสจัดด้วย

ง่ายๆเท่านี้ ก็ช่วยให้คุณลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้แล้ว